ประสบการณ์เกือบหมดตัวของ พอล ทูดอร์ โจนส์

บทสัมภาษณ์ชายผู้เป็นผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์มูลค่ากว่า 7 พันล้านเหรียญ

คุณได้ทำการเทรดมาแล้วเป็นหมื่นๆ ครั้ง มีครั้งไหนที่จำได้ชัดเจนที่สุด

มีครับ คือตลาดฝ้ายในปี 1979 ผมจำมันได้เพราะผมคิดว่าคนเราจะเรียนรู้ได้มากที่สุดจากความผิดพลาดไม่ใช่ความสำเร็จนะ

ในตอนนั้นผมยังเป็นโบรกเกอร์อยู่ เรามีบัญชีเก็งกำไรอยู่หลายบัญชีและผมได้เปิด long ไป 400 สัญญาในฝ้ายของเดือนกรกฎาคม ตลาดเทรดกันอยู่ในช่วงระหว่าง 82-86 เซนต์ และผมซื้อทุกๆ ครั้งเลยที่มันตกลงมาถึงบริเวณต่ำสุดของกรอบราคานั้น

วันหนึ่ง ตลาดทะลุลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่ กินจุดตัดขาดทุนแล้วรีบาวกลับขึ้นไปทันที 30-40 จุด ผมคิดว่าเหตุผลที่ตลาดมีพฤติกรรมแบบนั้นเพราะว่าความผันผวนของราคามันอยู่ใกล้กับจุดตัดขาดทุนที่ทุกคนเห็นได้ชัดเจน พอผมเห็นว่าราคาร่วงจนแตะจุดตัดขาดทุน มันก็คงถึงเวลาที่ตลาดจะวิ่งขึ้นไปแล้ว

ด้วยความบ้าบิ่น ผมบอกโบรกเกอร์ที่ฟลอร์ให้เข้าซื้อที่ 82.90 เซนต์เป็นจำนวน 100 สัญญาของเดือนกรกฎาคม ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นคำสั่งซื้อขนาดใหญ่มาก ผมจำได้ว่าโบรกเกอร์ของอีกบริษัทวิ่งมาพร้อมกับตะโกนว่า “ขาย” ผมรู้ทันทีว่าพวกเขาตั้งใจที่จะส่งมอบสัญญาเดือนกรกฎาคมที่กำลังเทรดกันอยู่ และยังทำให้ผมรู้ด้วยว่ารูปแบบราคาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเริ่มบอกถึงการลงของตลาดครั้งต่อไป

ดังนั้นคุณจึงรู้ตัวว่าผิดไปแล้วในทันที

ผมมองเห็นทันทีว่าราคาฝ้ายกำลังจะลงไปที่ 78 เซนต์ และมันจะเป็นผมเองที่ต้องเลือดออกจนตาย ผมมีสัญญา long อยู่แล้ว 400 สัญญา เปิดเพิ่มไปอีก 100 สัญญาในการเล่นเดย์เทรด และก็อีก 100 สัญญาล่าสุดอันบ้าบิ่นที่ผมไม่ควรจะทำเลย

คุณตระหนักได้ในทันทีว่าคุณต้องการที่จะออกมา

ไม่ใช่ ผมจะหนักได้ในทันทีว่าผมต้องการที่จะ short

คุณตอบสนองได้เร็วเพียงใด

เกือบจะในทันที ตอนที่โบรกเกอร์บริษัทนั้นตะโกนว่าขาย ทุกๆ คนในฟลอร์หันมามองที่ผมกันหมด ชายคนที่ยืนข้างๆ ผมพูดว่า “ถ้าคุณอยากจะไปห้องน้ำก็รีบไปนะ” เขาบอกว่าผมดูซีดไปหมดทั้งตัว

ผมจำได้ว่าผมหันออกมา เดินออกไปกินน้ำหนึ่งแก้ว จากนั้นจึงบอกโบรกเกอร์ของผมให้ขายให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ตลาดตกลงไปที่ลิมิตดาวน์ (ติดฟลอร์) ใน 60 วินาที และผมขายไปได้เพียง 220 สัญญาเท่านั้น

แล้วสัญญาที่เหลือออกได้เมื่อไหร่

เช้าวันถัดไปตลาดยังร่วงต่อ ผมเริ่มขายตั้งแต่ได้ยินเสียงระฆังเปิด ผมขายไปได้เพียง 150 สัญญาก่อนที่ตลาดจะร่วงไปลิมิตดาวน์อีกครั้ง และขายได้อีกบางส่วนในราคาต่ำกว่า 4 เซนต์จากจุดที่ผมรู้เป็นครั้งแรกว่าสถานะนั้นมันไม่ดีแล้ว

ถึงแม้คุณจะตอบสนองได้ค่อนข้างเร็วแต่คุณก็ยังโดนเล่นงานอย่างหนักอยู่ดี หากมองย้อนกลับไป อะไรที่คุณคิดว่าคุณควรจะทำ

สิ่งแรกสุดคืออย่าไปเล่นบทลูกผู้ชายกับตลาดเป็นอันขาด อย่างที่สองคืออย่าเทรดเกินตัว ปัญหาหลักของผมไม่ได้เป็น % การขาดทุนของการเทรดต่อครั้ง แต่เป็นเพราะผมเทรดด้วยขนาดของสัญญาที่มากเกินไปอย่างมากเมื่อเทียบกับทุนในบัญชี ซึ่งตอนนั้น บัญชีโดยรวมของผมขาดทุนไป 60-70 เปอร์เซ็นต์จากการเทรดเพียงครั้งเดียว

การเทรดครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงสไตล์การเทรดทั้งหมดของคุณไปเลยใช่หรือไม่ในแง่ของความเสี่ยง

ถูกต้องที่สุด ผมหมดกำลังใจไปเลยโดยสิ้นเชิง ผมพูดกับตัวเองว่า เราไม่เหมาะกับธุรกิจนี้หรอก เราทำมันมากไปกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว ผมซึมเศร้าหนักจนแทบจะเลิกเทรดไปเลย

ใครก็ตามที่ให้เงินคุณ 10,000 ดอลลาร์ในตอนแรกจะมีผลงานเป็นยังไงบ้าง

บัญชีของพวกเขาน่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นมาสัก 3 เท่า

ดังนั้นทุกคนที่อยู่กับคุณมาเป็นเวลานานก็น่าจะมีกำไรอยู่นะ

ใช่ แต่ในระหว่างทางผมต้องเจ็บปวดกับการขาดทุนอย่างหนักที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว การเทรดครั้งนั้นแทบจะเป็นจุดแตกหักสำหรับผม จุดนั้นเองที่ผมพูดว่า “ไอ้โง่เอ๊ย ทำไมถึงต้องเสียทุกอย่างไปในการเทรดเพียงครั้งเดียวด้วยนะ ทำไมไม่ทำชีวิตของนายให้เป็นการตามหาความสุขแทนที่จะเป็นการตามหาความเจ็บปวดล่ะ”

นั่นเป็นตอนที่ผมตัดสินใจครั้งแรกว่าจะต้องเรียนรู้เรื่องวินัยและการบริหารเงิน มันคือประสบการณ์แห่งการชำระล้างสำหรับผมในความหมายที่ว่าผมได้ไปจนสุดแล้ว ได้ตั้งคำถามถึงความสามารถที่แท้จริงของตัวเองในฐานะเทรดเดอร์และตัดสินใจว่าผมจะไม่เลิก ผมมุ่งมั่นที่จะต่อสู้และกลับมาให้ได้

ผมตัดสินใจว่าผมจะต้องกลายเป็นคนที่มีวินัยและทำการเทรดให้เหมือนกับการทำธุรกิจ

พื้นฐานสไตล์การเทรดของคุณได้เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่จุดนั้นเป็นต้นมา

ใช่ ตอนนี้ผมใช้เวลาแต่ละวันพยายามจะทำให้ตัวเองมีความสุขและผ่อนคลายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าผมมีสถานะที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับผม ผมก็จะออกมา ถ้ามันยังไปได้ดีอยู่ ผมก็จะเก็บมันไว้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *