เทรดหุ้นมีแต่ตายกับตาย

โดย Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

การซื้อขายรายวันหรือการถือหุ้นนานเพียงไม่กี่ชั่วโมง เป็นวิธีการฆ่าตัวตายทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

แม้การซื้อขายบางครั้งของคุณจะให้ผลกำไร แต่ส่วนใหญ่แล้ว คุณจะขาดทุนเสียมากกว่า โบรกเกอร์ของคุณต่างหากที่ได้เงินตลอดเวลา

ความกระตือรือร้นในการซื้อขายหุ้นของคุณจะทำให้ผลตอบแทนของคุณลดลงได้ คนที่อยากซื้อหุ้นใจจะขาดมักจะยอมซื้อหุ้นในราคาสูงขึ้น เราเรียกต้นทุนดังกล่าวว่า market impact

Market impact จะไม่ไปปรากฏอยู่ในสเตทเมนท์ของโบรกเกอร์ แต่มันคือต้นทุนที่แท้จริง หากคุณกระตือรือร้นมากและเข้าซื้อหุ้นจำนวน 1,000 หุ้นในราคาสูงขึ้นเพียง 5 เซนต์ ต้นทุนของคุณก็จะสูงขึ้น 50 ดอลลาร์

แม้มันเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่มันก็เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนผู้ตื่นตระหนกจะเทขายหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาที่เกิดขึ้นล่าสุด กรณีนี้เป็นผลของ market impact เช่นกัน

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าด้วยกัน เทรดเดอร์จะต้องได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะเท่าทุน

ใครๆ ก็สามารถทำแบบนั้นได้ครั้งสองครั้งถ้าเกิดเขาโชคดี แต่การทำเช่นนั้นได้บ่อยครั้งพอจนสามารถชดเชยกับการต้องเกาะติดและความเครียดถึงขั้นฝันร้าย มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

คนนับพันนับหมื่นได้ลองพยายามทำ และหลักฐานก็ยืนยันชัดเจนว่า ยิ่งคุณเทรดหุ้นบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่คุณก็จะเหลือเงินน้อยลงเท่านั้น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์ทางการเงินแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ศึกษาบัญชีการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนมากกว่า 66,000 คน ที่นับตั้งแต่ปี 1991 ถึงปี 1996 นักลงทุนเหล่านี้ซื้อขายหุ้นมากกว่า 1.9 ล้านครั้ง

หากไม่คิดค่าใช้จ่ายในการเทรดหุ้น โดยเฉลี่ยแล้ว นักลงทุนเหล่านี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดอย่างน้อยปีละครึ่งเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม หลังจากคิดค่าใช้จ่ายในการเทรด นักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นเป็นสัดส่วนสูงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตในแต่ละเดือนจะมีผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดถึงปีละ 6.4 เปอร์เซ็นต์

ในทางกลับกัน นักลงทุนผู้มีความอดทนสูงสุดและซื้อขายหุ้นเพียงเดือนละ 0.2 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต จะได้รับผลตอบแทนในระดับสูงกว่าตลาดเล็กน้อยหลังหักค่าใช้จ่ายในการเทรดหุ้นแล้ว

นั่นแปลว่า แทนที่จะยกผลกำไรของพวกเขาที่หามาอย่างยากลำบากให้กับโบรกเกอร์และกรมสรรพากร พวกเขาสามารถเก็บผลกำไรเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด

บทเรียนที่ชัดเจนก็คือ อย่ารู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรบางอย่าง อยู่เฉยๆ เสียบ้าง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องยอมรับว่า คำว่า “นักลงทุนระยะยาว” เป็นคำฟุ่มเฟือย เนื่องจากนักลงทุนมีอยู่ประเภทเดียวคือนักลงทุนระยะยาว ใครก็ตามที่ถือหุ้นนานเกิน 2-3 เดือนไม่ได้ คนๆ นั้นคือเหยื่อ ไม่ใช่ผู้ชนะ

จากหนังสือ The Intelligent Investor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *