บริษัทใหญ่เอาหุ้นเข้าตลาดทำไม

วันนี้คือวันแรกที่หุ้น AWC ของเจ้าสัวเจริญจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์หุ้นไทยที่คิดเป็นมูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าทั้งนักลงทุนน้อยใหญ่ต่างก็จับจองจนหมดเกลี้ยง

โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะเห็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นกิจการไซส์กลางๆ หรือไซส์เล็กๆ ที่ดูมีโอกาสเติบโตได้เร็ว ซึ่งเห็นได้ชัดมากๆ ว่าบริษัทเหล่านี้ต้องการเงินทุนจากตลาดหุ้นเพื่อไปสร้างการเติบโตอีกในอนาคต

แต่สำหรับหุ้นอย่าง AWC ของเจ้าสัวเจริญ เจ้าสัวที่ร่ำรวยระดับประเทศ จะต้องการแหล่งเงินทุนเพิ่มไปทำไม และ AWC ที่มีมูลค่าบริษัทกว่าแสนล้าน มันจะโตได้อีกจริงๆ เหรอ ?

ย้อนไปเมื่อปี 2013 ถ้ายังจำกันได้ นั่นคือปีที่หุ้น M ของเอ็มเคสุกี้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ (สับสนทุกทีเวลาพิมพ์ชื่อหุ้นตัวนี้กับหุ้น MK ของมั่นคงเคหะการ)

ตอนนั้นใครๆ ก็พากันตั้งคำถามว่าธุรกิจอย่างสุกี้จะเอาเข้าตลาดทำไม เพราะแบรนด์ก็ติดตลาดแล้ว เจ้าของรวยอยู่แล้ว และเหตุผลอีกนานาสารพัด แถมดีล IPO ครั้งนั้นก็ใหญ่พอตัวประมาณ 9,000 ล้านบาท เอาเข้าตลาดมาขายของให้รายย่อยรึเปล่า มันจะดีจริงเหรอ ?

แต่หลังจาก M เข้าตลาดหุ้น สิ่งแรกที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ หนี้สินเท่าเดิม แต่ส่วนทุนเพิ่มขึ้น นั่นแปลว่ากิจการมีอำนาจที่จะกู้เงินได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำลง จะทำอะไรก็ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องการเติบโต เอ็มเคก็ยังเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตแบบช้าๆ แต่มั่นคงมาตลอด รายได้จากปี 2012 มาถึงปี 2018 เพิ่มขึ้นจาก 13,000 ล้านเป็น 17,000 ล้าน ส่วนกำไรสุทธิก็เพิ่มจาก 2,000 เป็น 2,500 ล้านบาท

ราคาหุ้นเองเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ปรับตัวขึ้นเกือบ 100% ในปีเดียว และนับจากวันที่เข้าตลาดหุ้น ราคาก็ยังอยู่เหนือราคาจองได้ไม่น่าเกลียด อาจไม่ได้ขึ้นสิบเด้งเหมือน growth stock แต่ก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนติดดอยหนักเหมือน IPO หลายๆ ตัวที่วาดฝันไว้ซะสวยหรู

และจากข่าวล่าสุดที่เราเห็นกัน เอ็มเคได้ซื้อธุรกิจร้านอาหารแหลมเจริญเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าบริษัทยังหาหนทางการเติบโตใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ใช่ขายหุ้นแล้วนั่งอยู่เฉยๆ อย่างที่เรากลัวกัน

ในกรณีของ AWC มูลค่าเสนอขายครั้งนี้อยู่ที่ราวๆ 42,000 ล้านบาท ใหญ่กว่าการเสนอขายหุ้น M ถึงกว่า 4 เท่า

โดยวัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่ระบุไว้ในเอกสารก็คือ จะนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่ม ผ่านบริษัท TCC ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน และเงินอีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้หนี้ ส่วนที่เหลือก็ไว้เป็นเงินหมุนเวียนและปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่

ว่ากันตามตรง ผมเองก็ประเมินไม่ออกเช่นกันว่า AWC จะมีทิศทางการเติบโตออกไปทางไหน แต่ก็เชื่อว่าสุดท้ายธุรกิจมันก็มีทางไปของมันเอง อย่างเอ็มเคที่เอาดีด้านร้านอาหารครอบครัวก็ยังเติบโตได้ AWC ก็มีสิทธิ์เติบโตเช่นกัน อาจโตช้าหน่อยเพราะขนาดที่ใหญ่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่โตเลย

หุ้นตัวไหนจะดีจริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกำไรที่มันทำได้ในอนาคตนั่นแหละครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *