อวสาน Family Mart สุวรรณภูมิ

ทุกครั้งที่ไปสนามบิน อย่างที่ทุกท่านทราบว่าราคาสินค้าต่างๆ นับตั้งแต่ย่างกรายเข้าภายในตัวอาคารจะมีราคาแพงขึ้นอย่างน่าประหลาดจนได้สัมผัสกับค่าครองชีพต่างประเทศแม้จะยังไม่ได้บิน ทั้งที่มันก็เป็นของที่มาจากในประเทศเราเองนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า น้ำอัดลม ของกินเล่น ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้เอง มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะฝากท้องกับร้านสะดวกซื้อที่ขายสินค้าในราคาไม่ได้แพงจนเว่อวังมากนัก ยอมเดินไกลหน่อยแต่ก็เซฟเงินในกระเป๋าได้อีกมากโข

และร้าน Family Mart ที่สนามบินสุวรรณภูมิก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่น่าเสียดายที่ร้านจะต้องยุติการให้บริการหลังจากเที่ยงคืนของวันที่ 27 กันยายนเป็นต้นไป เพราะไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่าจากเจ้าของพื้นที่

งานนี้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ได้แต่บ่นเสียดายไปตามกัน แต่ถ้ามองในแง่ธุรกิจ นี่คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้เสมอหากผู้ขายมีอำนาจต่อรองที่สูง

ซึ่งผู้ขายในที่นี้ก็คือคิงพาวเวอร์ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ และผู้ซื้อก็คือ Family Mart (รวมถึงร้านค้าอื่นๆ) ที่เป็นผู้เช่าพื่นที่ ผู้ซื้อนั้นแทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรจากผู้ขายหากอยู่ในธุรกิจผูกขาด อย่างในกรณีนี้ ผู้ซื้อจะมีทางเลือกแค่สองทางเท่านั้นคือ ต้องยอมเช่าต่อแม้ว่าค่าเช่าพื้นที่จะแพง หรือไม่ก็เลิกขายไปเลย

ถ้าทั้งคิงพาวเวอร์และ Family Mart จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งคู่ หุ้นของคิงพาวเวอร์ย่อมเป็นที่หมายปองของนักลงทุนไม่น้อยเพราะมีอำนาจต่อรองสูง ส่วนหุ้น Family Mart อาจร่วงอย่างหนักทันทีที่มีข่าวไม่ได้รับกาีต่อสัญญาเช่าพื้นที่ในสนามบิน

โชคยังดีที่ทั้งสองบริษัทนี้ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ Family Mart เองก็มีสาขาในประเทศไทยกว่า 1,100 สาขา ต้องปิดตัวไปบ้างก็ถือว่าไม่กระทบธุรกิจเท่าไหร่ (เสียดายที่ไม่มีข้อมูลยอดขายเฉพาะสาขาสุวรรณภูมิ ไม่งั้นคงได้เห็นตัวเลขที่ชัดกว่านี้)

แต่กลับกัน หากร้านที่ต้องปิดตัวลงไปนั้นไม่ใช่ Family Mart ที่มีสาขานับพันเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่เป็นธุรกิจที่มีรายได้หลักมาจากสาขาในสนามบิน ผลกระทบที่จะเกิดต่อเจ้าของธุรกิจคงมีไม่น้อย

เหตุการณ์นี้จึงเป็นข้อคิดสอนใจนักลงทุนได้อย่างดี เพราะในจำนวนบริษัทนับร้อยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น อาจมีบางธุรกิจที่พึ่งพาคู่ค้าหรือลูกค้าหลักๆ ในสัดส่วนที่สูง เหมือนที่ช่วงหนึ่งมีข่าวลือว่าปตท.จะยกเลิกสัญญากับเซเว่นและหันมาทำร้านสะดวกซื้อเอง หุ้น CPALL ก็โดนเทขายอย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากสาขาของเซเว่นหลายแห่งเปิดอยู่ในปั๊มของปตท.นั่นเอง

คนที่เป็นเจ้าของ (รวมถึงผู้ถือหุ้น) ของธุรกิจผูกขาดก็โชคดีไป แต่ถ้าธุรกิจสร้างความผูกขาดให้ตนเองไม่ได้ หรือจัดการความผูกขาดของคู่ค้าหรือลูกค้าตัวเองไม่ได้ มันก็คือหายนะทางธุรกิจดีๆ นั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *