เงินเดือน 15,000 เก็บเงินยังไง

ชื่อหัวข้ออาจดูสยดสยองไปหน่อย แต่ผมนึกถึงเรื่องนี้ได้พอดีหลังจากที่เขียนบทความและทำหนังสือมาสักพัก

เรามีเนื้อหาสอนลงทุนก็เยอะแล้ว สอนวางแผนการเงินก็แล้ว แต่พูดอย่างนั้นก็เถอะ แล้วถ้าเงินเดือนเราอยู่ที่ 15,000 บาท แถมภาระค่าใช้จ่ายเยอะแยะ จะเอาเงินจากไหนมาออม และเมื่อไม่มีเงินออม มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะลงทุนหรือวางแผนการเงินเพื่อชีวิตอันสวยงามในอนาคต หนังสือหุ้นในมือมันก็เป็นแค่กระดาษถ้าเราเก็บเงินไม่ได้

แล้วจะเก็บเงินยังไงดีล่ะ ?

ผมขอแยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือคนได้เงินเดือน 15,000 บาทและไม่มีภาระ กลุ่มสองคือคนที่ได้เงินเดือน 15,000 บาทแต่มีภาระ

กลุ่มแรกที่ยังไม่มีภาระ ความหมายคือยังอาศัยอยู่บ้านเดียวกับครอบครัวได้ กลุ่มนี้ผมไม่ห่วงเท่าไหร่ ถ้าวางแผนการใช้เงินดีๆ การเก็บเงินเดือนละ 1-2 พันบาทก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อม แต่ที่มักจะติดกับดักกันก็คือ “เงินแค่นี้จะเอาไปทำอะไรได้” อย่าดูถูกพลังของเงินน้อยนะครับ แม้จะเก็บเงินต่อเดือนได้น้อย แต่พลังแห่งดอกเบี้ยทบต้นมันอัศจรรย์กว่าที่ตาเห็นนะ

สมมติเรียนจบตอนอายุ 23 เก็บเงินได้เดือนละ 1,000 บาททุกเดือน และเอาไปซื้อกองทุนอะไรก็ได้ที่ให้ผลตอบแทนสัก 5% จนถึงอายุ 60 (คิดแบบเลวร้ายสุดๆ เลย เพราะตามจริงเรามีโอกาสเก็บเงินได้เยอะขึ้นอยู่แล้ว) เชื่อหรือไม่ว่า เราจะมีเงินตอนเกษียณใกล้เคียงกับคนที่เก็บเดือนละ 10,000 บาทแต่เริ่มเก็บตอนอายุ 50 ปีซะอีก ไม่เชื่อลองกดเครื่องคิดเลขดูได้

สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ การที่ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายมากนักนับเป็นจุดแข็งของเรา และยิ่งใครอายุน้อยก็ยิ่งได้เปรียบ จงใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่

แต่กลุ่มที่สองที่น่าจะเป็นคนส่วนใหญ่มากกว่า คือเงินเดือน 15,000 บาท แต่มีภาระค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในที่นี้คือ ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่ากิน ฯลฯ คนที่ออกมาอาศัยอยู่ตามลำพังจะมีค่าใช้จ่ายตรงนี้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในกรุงเทพ แค่ค่ารถไฟฟ้าเดือนนึงก็ซัดไปเกือบ 1/5 ของเงินเดือนแล้ว ถ้าอยากมีเงินเก็บ มันก็มีอยู่แค่สองทาง คือลดรายจ่าย กับเพิ่มรายได้


เอาเรื่องลดรายจ่ายก่อนนะครับ สมมติคนที่ต้องเดินทางไกลๆ มาทำงาน เรามีวิธีลดค่าเดินทางได้ไหม เช่น

  • ตื่นเช้าหน่อยและนั่งรถเมล์แทนรถไฟฟ้าในช่วงที่รถไม่ติด (เชื่อไหมบางทีรถเมล์ไวกว่ารถไฟฟ้านะ)
  • หาหอพักให้ใกล้ที่ทำงานมากขึ้น ในกรณีที่จะทำงานอยู่โซนนั้นนานพอ
  • เปลี่ยนงานมาใกล้ที่พักของตัวเองมากขึ้น
  • ย้ายกลับไปทำงานอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด เงินอาจน้อยลง แต่ค่าครองชีพก็ลดลงด้วย

หรืออย่างค่ากิน ก็เช่น

  • เปลี่ยนจากการซื้อข้าวตามร้านเป็นจานๆ มาเป็นกับข้าวที่เก็บได้กินหลายวัน
  • ลดการกินข้าวตามห้าง
  • ลดการกินจุบจิบ (ยุคนี้ของจุบจิบราคาแพงกว่าค่าข้าวด้วยซ้ำไป)

แต่ถ้าลดรายจ่ายเต็มที่แล้ว หรือต้องลดรายจ่ายเสียจนไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต อันนี้ผมก็ไม่แนะนำ เพราะการลดรายจ่ายมันเป็นเพียงหนึ่งในสมการการเพิ่มเงินออม เรายังเหลืออีกตัวแปรคือ การเพิ่มรายได้

  1. ง่ายที่สุดก็อาจจะขายของออนไลน์ ดูเป็นคำแนะนำที่พื้นๆ ไปหน่อย แต่การมีรายได้พิเศษเพิ่มมาเดือนละ 1-2 พันบาทก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
  2. รับงานเสริม เช่น รับออกแบบ เขียนบทความ ทำคลิปลงยูทูป
  3. รับสอนพิเศษ คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้สอนกันเก่งมาก และยิ่งสอนก็ยิ่งเป็นการทวนความรู้ในตัวเองด้วย
  4. ทำงานเกินหน้าที่ หากบริษัทไหนมีเจ้านายใจดีหน่อย การจะถามเจ้านายว่า “มีอะไรให้ทำเพิ่มไหมคะ” ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ได้ทำงานเพิ่มก็มีโอกาสได้เงินเพิ่ม และอื่นๆ อีกมาก

ทางเลือกนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายเหมือนการลดรายจ่าย เราอาจหารายได้เสริมได้เพียงเดือนละไม่กี่บาท แต่สิ่งที่มีค่ากว่าคืออะไรรู้ไหมครับ ? มันคือ “ประสบการณ์” ที่จะเอาไปต่อยอดได้อีกเยอะในอนาคต ถ้ายังมีแรงและเวลาก็ทำไปเถอะ

ส่วนจะหาอะไรเป็นรายได้เสริม ก็ขึ้นอยู่กับบริบทและความเหมาะสมของแต่ละคน แต่อย่าทำให้งานประจำเสียเด็ดขาด

“อ่านแล้วมันดูยากนะ” เข้าใจครับว่าการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้มันดูยาก แต่คำถามคือชีวิตเรามีอะไรที่ง่ายตลอดไหม ? มันไม่มีหรอก มันก็มียากบ้างง่ายบ้างสลับกันไป ไม่ใช่แค่เฉพาะคนที่เงินเดือน 15,000 บาทเท่านั้นที่มีปัญหา คนที่ได้เงินมากหรือน้อยกว่านี้ แต่ละคนก็มีโจทย์ในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน บางคนเงินเดือนแตะ 6 หลักแต่ไม่มีเงินเก็บก็มีเยอะ

สิ่งสำคัญคือ เราเห็นความสำคัญของการเก็บออมเงินแค่ไหน ทุกครั้งที่มีคนซื้อหนังสือหุ้นจากสำนักพิมพ์ผม ผมดีใจนะ แต่จะดีใจยิ่งกว่านี้อีกถ้าคนซื้อไปมีเงินเก็บเพียงพอแก่การลงทุน

เก็บเงินน้อยเงินมากไม่สำคัญ สำคัญคือต้องทำวันนี้ ตอนนี้ และเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเราจะเสียเวลาไปฟรีๆ ที่ไม่ได้เริ่มต้นออมและลงทุน ผมเสียดายแทนครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *