MK ซื้อแหลมเจริญแพงหรือถูก

หุ้นสุกี้ MK แต่จดทะเบียนโดยใช้ตัวย่อหุ้นว่า M ดูเหมือนจะขยายธุรกิจจนเข้ายึดครองร้านอาหารสำหรับครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย ภายหลังจากการเข้าซื้อธุรกิจของ “แหลมเจริญซีฟู้ด” ในราคา 2,060 ล้านบาท แลกกับสิทธิ์การเป็นเจ้าของ 65% ในร้านอาหารและปลากะพงทุกตัวที่ทอดมาขายแก่ลูกค้า

หรืออีกความหมายก็คือ เจ้าตลาดแห่งร้านอาหารครอบครัวกำลังตีราคาของร้านแหลมเจริญอยู่ที่ราวๆ 3,170 ล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินที่จ่ายไป 2,060 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 12.5% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท เห็นได้ชัดว่า MK กำลังเดิมพันอนาคตกับปลากะพงทอดน้ำปลาพอสมควร

แต่ราคาที่จ่ายไปมันก็ต้องคุ้มค่าแก่ผู้ซื้อ คำถามคือ ราคา 3,170 ล้านบาทที่ MK ให้มูลค่ากับร้านแหลมเจริญ เป็นราคาที่แพงหรือถูกกันล่ะ?

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่วัดว่ากิจการนั้นมีมูลค่าถูกหรือแพงในเบื้องต้น คือการวิเคราะห์จากผลกำไรที่กิจการนั้นทำได้

ถ้าเราจ่ายเงินซื้อกิจการแห่งหนึ่ง 10 ล้านบาท และกำไรสุทธิของกิจการนั้นคือ 1 ล้าน แปลว่าเรากำลังซื้อของในราคาที่แพงกว่ากำไร 10 เท่า ถ้ากิจการนั้นสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องไปอีกหนึ่งทศวรรษ เราก็ได้ต้นทุนคืนทั้งหมดแล้ว เราเรียกตัวเลขที่คำนวณได้นี้ว่าค่า PE

ในกรณีของแหลมเจริญซีฟู้ด น่าเสียดายที่ไม่มีข้อมูลชัดเจนนักว่าบริษัทมีรายได้หรือกำไรเท่าไหร่ แต่นักวิเคราะห์ได้ประเมินไว้ว่า การที่ MK จ่ายเงิน 2,060 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของร้านแหลมเจริญ 65% จะช่วยหนุนกำไรให้ MK ได้ราวๆ 80-100 ล้าน นั่นแปลว่า MK กำลังยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อร้านของแหลมเจริญ ในราคาที่สูงกว่ากำไรประมาณ 20-25 เท่า หรือเรียกอีกอย่างว่า PE อยู่ที่ 20-25 เท่า

แล้วมันจะแพงหรือถูก ? เรามาดูหุ้นเกี่ยวกับธุรกิจร้านอาหารตัวอื่นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์กันครับ

  • หุ้น M ของสุกี้ MK เอง ปัจจุบันซื้อขายกันที่ค่า PE ประมาณ 26 เท่า
  • หุ้น AU ของร้านขนมหวาน After You ซื้อขายกันที่ PE 82 เท่า
  • หุ้น ZEN เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่งเข้าตลาดไม่นานนัก ซื้อขายกันที่ PE 36 เท่า
  • หุ้น SNP ร้านขนมเอสแอนด์พี ซื้อขายกันที่ PE 24 เท่า

จะเห็นได้ว่า การซื้อกิจการแหลมเจริญเข้ามาเสริมทัพให้กับ MK จึงไม่ได้เป็นราคาที่ถูกเกินไปหรือแพงเกินไปนัก (เป็นเพียงการวิเคราะห์เบื้องต้น) ดังนั้นถ้าบริษัทซื้อแหลมเจริญมาไว้เฉยๆ โดยที่ไม่ได้ปรับปรุงอะไรเพิ่มเติม กิจการนี้ก็น่าจะทำเงินได้ไปเรื่อยๆ เพราะปลากะพงของที่นี่เด็ดซะจนใครก็ต้องมากิน ลองนึกถึงเนื้อปลานุ่มๆ หนังกรอบๆ สิครับ

แต่เชื่อเถอะว่า MK คงไม่ได้ซื้อแหลมเจริญมาไว้เฉยๆ เพราะ MK มีจุดแข็งที่ได้เปรียบมากกว่าร้านอาหารทั่วไป นั่นคือการขยายสาขา ทั้งแหลมเจริญและสุกี้ MK ต่างก็เกิดมาหลายสิบปี แต่ MK ปั้นสาขาตัวเองมาแล้วกว่า 480 สาขา ในขณะที่แหลมเจริญมีสาขาทั้งสิ้น 27 สาขา

ไม่ใช่ว่าผู้บริหารคนไหนเก่งกว่ากันนะครับ แต่ธุรกิจบางอย่างมันมีข้อจำกัดของมัน MK ก่อตั้งมานานพร้อมกับมีระบบโลจิสติกที่ยอดเยี่ยม ส่วนแหลมเจริญอาจมีข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบที่เป็นอาหารทะเล การขยายสาขาจึงอาจทำได้ยากกว่าเพราะส่งของยากกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก

เมื่อดีลนี้เกิดขึ้น ผลประโยชน์จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่เจ้าของแหลมเจริญได้เงินจากการขายหุ้น หรือผู้บริหาร MK จะได้กินปลาทอดฟรีๆ แต่ประโยชน์ที่ใหญ่กว่านั้นคือศักยภาพการเติบโตที่ซ่อนอยู่

เจ้าของแหลมเจริญ อาจเสียสัดส่วนความเป็นเจ้าของไปบ้าง แต่ก็ได้เงินจากการขายหุ้น + มีโอกาสที่แหลมเจริญจะขยายสาขาได้ง่ายกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนและระบบขนส่งของ MK + ตนเองก็ยังเหลือสัดส่วนหุ้นอยู่ 35% ถ้าแหลมเจริญเติบโต เจ้าของก็มีส่วนไปกับการเติบโตนั้น

บริษัทเอ็มเค อาจไม่ได้ซื้อกิจการในราคาที่ถูกมากนัก แต่ก็ได้ธุรกิจใหม่มาเสริมทัพ + ได้ฐานลูกค้า + ใช้ทรัพยากรที่ตนมีปั้นของที่ดีอยู่แล้วให้ดีกว่าเดิม + ผลกำไรที่มากขึ้น

การจะบอกได้ว่า MK ซื้อแหลมเจริญในราคาที่ถูกหรือแพงจึงสามารถมองได้สองมุม ถ้าดูแบบเบื้องต้นจากกำไรของร้านแหลมเจริญ ก็อาจไม่ใช่ราคาที่ถูกหรือแพงจนเกินไปนัก แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงโอกาสการเติบโต การที่สองธุรกิจซึ่งมีความได้เปรียบคนละอย่างมาจับมือกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจทำเงินได้มหาศาลจนราคา 2,060 ล้านบาทที่จ่ายไปเป็นเรื่องจิ๊บๆ

คนหนึ่งถนัดขยายสาขา คนหนึ่งถนัดทอดปลาให้อร่อย เมื่อจับคู่กันอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่อย่าถึงขั้นมีเป็ดย่างทอดน้ำปลาเลยนะ

อ้างอิง
ไม่อยากขายแค่สุกี้แล้ว! MK ทุ่ม 2,060 ล้านบาท เข้าถือหุ้น “แหลมเจริญซีฟู้ด”
บทวิเคราะห์ทำไม MK ต้องทุ่ม 2 พันล้าน ซื้อหุ้น 65% แหลมเจริญ ซีฟู้ด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *