หรือวิกฤตครั้งใหม่จะมาจากกองทุนดัชนี

ทำไมการลงทุนที่ดูปลอดภัยที่สุดถึงจะเป็นต้นเหตุของฝันร้ายในโลกการเงิน

เมื่อวันก่อน ได้มีโอกาสอ่านโพสต์หนึ่งเกี่ยวกับความเห็นของคุณ ไมเคิล เบอร์รี่ ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ที่ทำเงินได้อย่างมหาศาลในปี 2008 ได้ออกมาพูดถึงวิกฤตฟองสบู่ตลาดหุ้นที่อาจมาจาก “กองทุนรวมดัชนี”

ถ้าใครไม่รู้จักเขาก็ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ไม่เคยรู้จัก แต่ถ้าให้นึกถึงตัวละครหนึ่งในหนังเรื่อง The Big Short ที่เป็นตัวละครเนิร์ดๆ หน่อยและชอบตีกลอง คนนั้นแหละครับคือเขา

แต่น่าสนใจนะครับ ทำไมกองทุนดัชนีถึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดวิกฤตได้ ?

คุณเบอร์รี่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน Bloomberg ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะยุคหลังๆ เงินเริ่มไหลเข้ากองทุนดัชนีมากผิดปกติ จนทำให้หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวมีราคาแพงเว่อร์มากๆ หรือเรียกว่าเป็นฟองสบู่ในหุ้นขนาดใหญ่ก็ได้

ซึ่งมันก็คล้ายกับเหตุการณ์ในช่วงปี 2008 ที่เม็ดเงินมหาศาลได้ไหลเข้าตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปั่นราคากันสนุกสนาน สุดท้ายก็บู้ม! เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

แต่ความน่ากลัวกว่าของกองทุนดัชนีมันอยู่ตรงนี้ครับ มันเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งว่าการลงทุนกับดัชนีหุ้นในระยะยาว จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด เงินจำนวนมากจึงไหลเข้ากองทุนดัชนีอย่างไม่ขาดสาย

แล้วเรื่องนี้มันสำคัญยังไง ?

ลองนึกภาพตามว่า มีเงินนับล้านๆ ถูกโยนใส่เข้ากองทุนดัชนีทุกเดือน และกองทุนเหล่านี้ก็นำเงินมาซื้อหุ้นใหญ่ๆ ที่อิงตามดัชนี ซื้อโดยไม่สนใจว่าราคาถูกหรือแพง เช่น ซื้อทั้ง SET Index หรือ S&P 500 เมื่อมีการซื้อมากๆ เข้า ดัชนีมันก็ต้องปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีเงินใหม่เติมเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น

และเมื่อดัชนีโตขึ้น ก็ยิ่งเป็นการดึงดูดให้คนเอาเงินมาใส่กับกองทุนดัชนีเพิ่มขึ้นอีก เป็นการย้ำเตือนความเชื่อว่ากองทุนดัชนีคือสิ่งที่ปลอดภัยมากขึ้นไปอีก

พอเห็นภาพไหมครับ มันอาจเป็นฟองสบู่ที่เราช่วยกันเป่าลมทีละนิดละหน่อยแบบช้าๆ

นี่ล่ะครับคือสิ่งที่คุณเบอร์รี่กังวล เพราะความเชื่อว่ากองทุนดัชนีคือสิ่งที่ให้ผลตอบแทนเสมอในระยะยาว ไม่ต่างกับความเชื่อของคนที่มองว่าบ้านจะเป็นขาขึ้นตลอดไปในช่วงก่อนปี 2008 เลย

แล้วเราควรจะให้ความสนใจกับข้อมูลของคุณเบอร์รี่มากน้อยแค่ไหน

สำหรับตัวผม ผมเองมองว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะเกิดหายนะขึ้นในสิ่งที่ทุกคนมองว่าปลอดภัยที่สุด

อันที่จริงตลาดหุ้นสหรัฐก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่หุ้นกลุ่ม Nifty 50 ที่อารมณ์เหมือนหุ้น SET 50 บ้านเรา โดนถล่มยับในช่วงปี 1973-1974 มาแล้ว เพราะยุคนั้นคนนิยมซื้อหุ้นแบบ DCA ในหุ้นกลุ่มนี้แบบไม่คิดชีวิตเหมือนกัน สุดท้ายพอราคาแพงเกินไป มันก็ต้องถึงจุดที่ราคาวิ่งกลับไปหามูลค่าของมัน

ในกรณีของกองทุนดัชนี ตอนนี้คงไม่มีใครรู้ได้ว่าสิ่งที่คุณเบอร์รี่พูดจะมีโอกาสเกิดขึ้นจริงแค่ไหน แต่ถ้าพิจารณาจากตรรกะที่ว่าเงินทั้งโลกกำลังไหลเข้ากองทุนดัชนี ดูแล้วมันก็แทบไม่ต่างกับคอนเซปของฟองสบู่ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเลย

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพูดถูกเรื่องวิกฤต มันอาจจะเกิดแน่ เพียงแต่ไม่ได้เกิดเพราะกองทุนดัชนีก็ได้ มีอีกร้อยแปดพันอย่างที่เป็นชนวนให้เกิดวิกฤต

ในฐานะนักลงทุน สิ่งที่เราทำได้ก็คือ กลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า asset ทั้งหมดที่เรามีกำลังอยู่ในสินทรัพย์ไหน และรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาว สินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ในรูปของหุ้น แต่ชีวิตประจำวันอาศัยเงินปันผลมาใช้จ่าย หุ้นลง 50% ก็ไม่เดือดร้อนอะไร นี่ไม่ใช่ปัญหา

ถ้าเป็นเทรดเดอร์ สินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ในรูปของหุ้นที่ซื้อขายเป็นประจำ และมีแผนการชัดเจนเพื่อขายทำกำไรหรือขายตัดขาดทุน นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาเช่นกัน

แต่ปัญหาจะเกิดกับคนที่ซื้อหุ้นตามๆ กัน หรือเชื่อตามๆ กันมากกว่าว่ากองทุนดัชนีคือการลงทุนที่ปลอดภัย โดยไม่พิจารณาถึงข้อเท็จจริงเลยว่ามันก็มีโอกาสขาดทุนได้นะ (เหมือนที่เกิดกับตลาดหุ้นญี่ปุ่น)

สุดท้าย วิกฤตมันก็วนไปมาอยูในรูปแบบเดิมๆ เงินอัดเข้าไปในสินทรัพย์อะไรสักอย่าง ราคาสูงขึ้น แล้วก็บู้มลงทุ่งข้าวสาลี เราแค่เปลี่ยนจากดอกทิวลิป, หุ้นปั่น, หุ้น Nifty 50, อสังหาริมทรัพย์ มาเป็นเครื่องมือที่เรียกว่ากองทุนดัชนีก็เท่านั้นเอง

อ้างอิง

บทสัมภาษณ์ใน bloomberg
การลงทุนกับกองทุนดัชนี
ขอบคุณภาพประกอบจาก Yahoo Finance

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *